Meta Tags คือ โค้ดส่วนหนึ่งของ HTML จะประกอบไปด้วย “คำที่ใช้ในการค้นหา(keywords)” และ “เนื้อหาโดยย่อ(description)” ของเว็บไซต์ โดยปกติแล้ว Search Engines จะทำความรู้จักเว็บไซต์ของคุณด้วย HTML code ส่วนนี้ หากเว็บไซต์ของคุณไม่มี อาจจะมีผลทำให้ Search Engines ไม่จัดอันดับเว็บไซต์ของคุณได้ แต่แค่การมี Meta Tags นั้น
เครื่องมือสำหรับการค้นหาคีย์เวิร์ดนั้น มีอยู่ด้วยกันหลากหลาย ซึ่งก่อนอื่นนั้นควรจะต้องคิดคีย์เวิร์ดจากสิ่งที่เว็บไซต์ของเรามีอยู่ก่อน เช่น เว็บไซต์ขายเสื้อยืด ก็ควรใช้คีย์เวิร์ดคำว่า “เสื้อยืด” และต่อไปอาจจะนำยี่ห้อของเสื้อที่นิยมมาใช้เป็นคีย์เวิร์ดร่วมด้วยก็ได้
สำหรับเครื่องมือที่นิยมนำมาช่วยในการค้นหาคีย์เวิร์ดมีดังนี้
- Google Keywords Tools External
สำหรับ Google Keywords Tools External ถือเป็นเครื่องมือที่ดีตัวหนึ่งในการใช้ค้นหาคีย์เวิร์ด และเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำหรับค้นหาคีย์เวิร์ดเพื่อทำ SEO (adwords.google.com/select/KeywordToolExternal) - MSN Adlab
- Keyword Group Detection
adlab.msn.com/Keyword-Group-Detection
- Demographics Prediction
adlab.msn.com/Demographics-Prediction/DPUI.aspx
- Keyword Forecast
adlab.msn.com/Keyword-Forecast - Truehits.net
สำหรับ Truehits.net นอกจากจะทำหน้าที่จัดเก็บสถิติเว็บไทยแล้ว ยังมีการเก็บคีย์เวิร์ดเทรนด์จากเว็บที่เป็นสมาชิกของทรูฮิตไว้ทั้งหมด ( truehits.net/trend) -
Keyword Suggestion Generator คือ เครื่องมือที่ช่วยแนะนำการเลือกใช้คีย์เวิร์ด
ในการค้นหาคีย์เวิร์ดนั้น ควรจะดูด้วยว่าคีย์เวิร์ดที่พบนั้น มีปริมาณการค้นหาในแต่ละช่วงเวลาของปีเป็นอย่างไรบ้าง เพราะบางครั้งคีย์เวิร์ดบางคำจะมีการเปลี่ยนแปลงตามช่วงเวลาด้วย
- ทำ SEO จนติดอันดับ 1 แล้ว แต่ทำไมขายสินค้าไม่ได้
คือสิ่งที่หลายๆ คนพลาดและไม่เข้าใจว่าจริงๆ แล้ว การทำ SEO เป็นเพียงช่องทางหนึ่งในการโปรโมทเพื่อให้เว็บไซต์เป็นที่รู้จักเหมือนกับการโฆษณาขายสินค้าทั่วไป ดังนั้นเมื่อลูกค้าคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์แล้ว แต่หาสินค้าไม่เจอหรือไม่มีสินค้าอย่างที่เขียนบอกไว้ เขาก็จะกลับออกไปด้วยความรู้สึกเหมือนกับว่าตนเองถูกหลอกและอาจไม่สนใจอยากกลับเข้ามาอีกเลย ทำให้ไม่สามารถขายสินค้าได้ - อย่าลงมือทำโดยไม่รู้ ไม่แน่ใจว่า ถูกต้องหรือไม่
การลงมือทำโดยไม่รู้หรือไม่เข้าใจอย่างแท้จริงเป็นเรื่องที่น่ากลัวสำหรับการทำ SEO เพราะมีหลายเว็บไซต์ที่โดน Google ลงโทษฐานทำผิดมาแล้วหลายต่อหลายเว็บ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดพลาดที่ไม่รู้ จึงทำให้เกิดผลร้ายตามมา - การรอคอยเป็นเรื่องปกติของการทำ SEO
การทำ SEO ไม่สามารถที่จะทำวันนี้แล้วเห็นผลพรุ่งนี้ได้ ต้องมีช่วงเวลารอคอย เหมือนกับการทำเกษตรที่ต้องมีการเตรียมดิน, หว่านเมล็ด, รอฤดูกาล, รอฝน กว่าจะได้เก็บเกี่ยวแต่ละครั้ง แต่แน่นอนว่าการเก็บเกี่ยวแต่ละครั้งก็จะทำให้ได้ผลกำไรอย่างมาก และสามารถเก็บเกี่ยวได้ยาวนานเท่าที่เว็บไซต์คุณยังอยู่ - จงทำอย่างพอเพียง
สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ควรจะจำให้ขึ้นใจ ความพอเพียงจะเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ให้คุณหลงเข้าไปในศาสตร์ด้านมืดขอการทำ SEO ได้เป็นอย่างดี เพราะหลายคนมักคิดว่าตรงนั้นน่าจะได้ ตรงนี้ไม่น่าจะผิด และตาลุกวาวกับผลกำไรที่เกิดขึ้นจากการทำ SEO ในด้านมืด สุดท้ายจึงกลายเป็นสิ่งที่มาไวไปไว เหมือนสุภาษิตที่ว่า “ซื่อกินไม่หมด คดกินไม่นาน”
ทำไมต้องทำ SEO คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมต้องทำ seo ด้วย ชาตินี้เราจะต้องพึ่ง google แล้วใช่ไหมถ้าไม่ทำ seo เราจะขายของออนไลน์ไม่ได้แล้วใช่ไหม ขณะที่คุณกำลังอ่านบอร์ดอยู่นี้ ยังมีคนอีกจำนวนหลายยร้อยล้านคนนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์และกำลังค้นหาข้อมูลอยู่ แต่หากจะมองให้ง่ายขึ้นถึงความจำเป็นในการทำ SEO แล้วละก้อ ขอยกตัวอย่างดังต่อไปนี้
สมมุติว่าเรามีเว็บไซต์ขายแหวนอยู่หนึ่งเว็บ ทุกๆ วันจะมีคนค้นหาข้อมูลในเว็บเสิร์ชเอ็นจิ้นอย่าง Google วันละ 10,000 ครั้ง ซึ่งถ้าหากเว็บไซต์ของเราอยู่อันดับหนึ่ง ก็จะทำให้มีคนคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์เราประมาณ 10% ของผู้ที่ค้นหาข้อมูลทั้งหมด และ 15% ของคนที่เข้ามาเว็บไซต์เรา ตัดสินใจซื้อสินค้าจากเว็บไซต์เราด้วย ซึ่งทำให้ได้กำไร 1,000 บาท ต่อแหวนหนึ่งวง ดังนั้นเมื่อนำมาคิดคำนวณจะพบว่า
ตัวอย่าง
จำนวนผู้ค้นหาข้อมูลทั้งหมด 10,000 คน
จำนวนผู้ที่เข้ามายังเว็บไซต์ (10,000 x 10%) = 1,000 คน
จำนวนผู้ที่ซื้อ (1,000 x 15%) = 150 คน
ผลกำไรที่ได้ (150 x 1,000) = 15,000 บาท
นั่นหมายความว่าหากคุณยังไม่ทำ SEO หรือปล่อยให้คู่แข่งของคุณยังอยู่ในอันดับที่หนึ่งแล้วละก้อ หมายความว่า คุณกำลังปล่อยให้ผลกำไรวันละ 15,000 บาทหลุดลอยไปนั่นเอง
ตอนนี้คุณมีคำตอบให้ตัวเองแล้วหรือยังว่า ทำไมต้องทำ SEO
สถิติส่วนนี้เป็นอีกส่วนหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้ตัวอื่นๆ
ซึ่งส่วนมากแล้วนั้น ถ้าปริมาณการแวะเวียนเข้ามาในเว็บไซต์ของแมงมุมหรือบอท เพิ่มขึ้นจะมีลางบอกเหตุข้อดีมากกว่า ซึ่งโดยมากจะเกิดขึ้นในกรณีนี้คือ
- เว็บเรามีเนื้อหาบางอย่างที่กำลังได้รับความนิยม ซึ่งอาจจะเป็นคีย์เวิร์ดที่เพิ่งเริ่มต้นมีมาใหม่ และเสิร์ชเอ็นจิ้นยังไม่มีข้อมูลมากนัก
- เว็บของเราได้รับลิงก์จากที่อื่นมากขึ้นเช่น อาจจะเกิดไวรัลมาร์เก็ตติ้ง หรือการตลาดแบบบอกต่อนำลิงก์เว็บเราไปส่งต่อๆ กัน
- เสิร์ชเอ็นจิ้นอาจจะกำลังหลุด Google Sandbox
ส่วนถ้าเป็นการลดปริมาณลง ส่วนมากจะเป็นลางไม่ค่อยดี เช่น อยู่ๆ บอทหายไปไม่เข้าเว็บเลย อาจจะมีหลายสาเหตุ เช่น
- เว็บโดนแบน ถือเป็นกรณีร้ายแรงที่สุด ซึ่งกรณีนี้อาจจะเกิดขึ้นไม่บ่อย
- ระบบเครือข่ายมีปัญหาทำให้บอทวิ่งเข้าเว็บไม่ได้
- โฮสติ้งที่เช่าอยู่มีการบล๊อกบอท ซึ่งเคยเกิดให้เห็นอยู่เป็นระยะๆ
ทำไมต้องทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับการค้นหาในลำดับต้นๆ
- ผู้ใช้จำนวนมากกว่า 42% จะคลิกในอันดับที่ 1 ของหน้าผลการค้นหา
- ผู้ใช้งานอีก 12% จะคลิกในอันดับที่ 2 ของหน้าผลการค้นหา
- ผู้ใช้งานอีก 8.5% จะคลิกในอันดับที่ 3 ของหน้าผลการค้นหา
- ผู้ใช้งานอีก 6% จะคลิกในอันดับที่ 4 ของหน้าผลการค้นหา
- ผู้ใช้งานอีก 5% จะคลิกในอันดับที่ 5 ของหน้าผลการค้นหา
- ส่วนอันดับที่ 6 ก็จะประมาณ 4%
- อันดับที่ 7-10 ก็จะประมาณ 3%
- และมีผู้ใช้งานเพียง 10% เท่านั้นที่จะคลิกไปยังหน้าที่ 2 ของผลการค้นหา
ซึ่งตรงนี้เป็นข้อมูลที่สามารถตอบคำถามได้อย่างดีว่าทำไมเราถึงต้องทำ SEO และให้ติดในอันดับต้นๆ ของผลการค้นหา นอกจากนี้ในข้อมูลดังกล่าว ยังมีเนื้อหาบางส่วนที่น่าสนใจคือในผลการค้นหาทั้ง 20 ล้านครั้งนั้นมีคนคลิกเว็บไซต์อะไรมากที่สุด 10 อันดับแรก ดังนี้
- google.com สัดส่วน 1.85%
- myspace.com สัดส่วน 0.84%
- yahoo.com สัดส่วน 0.79%
- en.wikipedia.org สัดส่วน 0.64%
- amazon.com สัดส่วน 0.55%
- imdb.com สัดส่วน 0.52%
- mapquest สัดส่วน 0.49%
- ebay.com สัดส่วน 0.40%
- mail.yahoo.com สัดส่วน 0.28%
- bankofameric.com สัดส่วน 0.25%
ยิ่งเว็บไซต์ของเราอยู่ในอันดับต้นๆ เท่าใดยิ่งทำให้มีผู้ใช้งานพบเห็นและคลิกมากขึ้นอีกด้วย
Inbound link คือ ลิงก์เข้า และ Outbound link คือ ลิงก์ออก ซึ่งในเว็บไซต์หนึ่งเว็บไซต์จะต้องมีลิงก์ทั้งสองแบบ คือมีทั้งลิงก์เข้า (Inbound link) เข้ามายังเว็บไซต์ และลิงก์ออก(Outbound link) ซึ่งหากมองง่ายๆ ลิงก์เข้าคือ ถนนที่ตัดเข้ามายังบ้าน(เว็บไซต์) ของคุณ ในขณะลิงก์ออก ก็เหมือนกับทางออกหลังบ้าน (เว็บไซต์) ของคุณนั่นเอง
